SCGC สานพลังชุมชน และสสน. ชูโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ สูตรสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” สร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน  

กองบรรณาธิการ

ปี 2550 ได้เกิดวิกฤตน้ำแล้งอย่างหนักในพื้นที่เขายายดา ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชนในพื้นที่ เพื่อแก้วิกฤตด้านน้ำอย่างยั่งยืน SCGC จึงริเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่ายในการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาจากประสบการณ์จริงอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นองค์ความรู้ผ่านโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บและสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่วัดได้ด้วยตัวเลขก็คือ ปัจจุบันป่าต้นน้ำเขายายดา มีผลผลิตน้ำท่าในลำธารกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากข้อมูลการศึกษาต่อเนื่องพบพรรณไม้ 120 ชนิดและสัตว์ป่า 123 ชนิด  กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สร้างความมั่นคงให้กับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรรอบเขายายดา โดยมีผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี

 

ในเวลาไม่ถึง 20 ปี ผลสำเร็จจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำแห่งนี้ สามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำทั้งเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ และยกระดับรายได้ครัวเรือนและคุณภาพชีวิต ปัจจุบันเกษตรกรในหลายชุมชนได้ต่อยอดอาชีพหลัก ไปสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นางสาวน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า การจัดการวิกฤตการณ์ด้านน้ำอย่างยั่งยืนได้มองถึงการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำในระดับชุมชน โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างให้ชุมชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา ซึ่ง SCGC ได้ถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย เกิดเป็น โมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” ประกอบด้วย สร้างคน ให้ชุมชนมีความรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ สร้างกติกา เพื่อให้มีข้อตกลงการใช้น้ำร่วมกันอย่างเหมาะสม เก็บน้ำ ให้สามารถกักเก็บและกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเก็บข้อมูล เพื่อให้รู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ สามารถนำข้อมูลมาวางแผนและตัดสินใจได้

เมื่อมองบริบทพื้นที่เขายายดา จะเห็นว่าบริเวณโดยรอบภูเขาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด และเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของ .ระยอง ทุเรียนคุณภาพดีจำนวนมากก็มาจากพื้นที่แห่งนี้ และยังเป็นสินค้าส่งออก ดังนั้นการขาดแคลนน้ำ กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร และเศรษฐกิจในพื้นที่ ขณะที่ หากพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์และภาคการเกษตรมีความเข้มแข็ง เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ เราจึงหวังว่าการมีน้ำที่เพียงพอและมีระบบเกษตรกรรมที่ดี จะช่วยดึงเด็ก และคนรุ่นใหม่ให้กลับมาอยู่ในพื้นที่ และร่วมกันสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการดูแลป่า

 

อีกประเด็นสำคัญคือ เราต้องคิดว่าจะบริหารจัดการน้ำอย่างไรให้ใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด นี่เป็นโจทย์สำคัญมาก เพราะเมื่อฝนตกและเกิดน้ำท่วม เราจะจัดการกับน้ำอย่างไร และเมื่อเกิดภัยแล้ง ไม่มีน้ำใช้ เราจะรับมืออย่างไร ในแต่ละสถานการณ์ก็จะมีวิธีบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป

เรามุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำชุมชนด้วยแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำ” (Water Resilience) เพื่อให้ชุมชนสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยตนเองอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างชุมชนหน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด ได้กลายเป็นแห่งทรัพยากรสำคัญที่ยั่งยืน ด้วยความจุน้ำ 1,200,000 ลูกบาศก์เมตรจากพื้นที่เกษตรที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของผลผลิตจากฝนแล้งปัจจุบันมีน้ำพอเพียงตลอดปี จากหลายหมู่บ้านที่ต้องซื้อน้ำอุปโภคบริโภคจากพื้นที่อื่นก็มีประปาหมู่บ้าน มีธนาคารน้ำใต้ดิน

 

ฟื้นฟูด้วยหลักวิวัฒนาการระบบนิเวศป่าต้นน้ำ

ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านป่าต้นน้ำ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำของ SCGC กล่าว่า  ได้นำหลักของวิวัฒนาการของระบบนิเวศป่าต้นน้ำ มาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เขายายดา ซึ่งวิวัฒนาการนี้ จะเกิด 3 กระบวนการพร้อมกัน ประกอบด้วย 1.การสะสมน้ำในชั้นดิน 2.ต้นไม้ดึงน้ำสะสมในชั้นดินขึ้นไปใช้ ต้นไม้ก็จะฟื้นฟู เมื่อต้นไม้ฟื้นฟูก็จะกลับมาสร้างดินให้หนาขึ้น ทำให้ดินเก็บน้ำได้มากขึ้น เนื่องจากซากต้นไม้ที่สะสมอยู่ในชั้นดินข้างล่างสะสมกับเศษดิน เมื่อดินหนาขึ้นก็เหมือนกับโอ่งน้ำ เก็บน้ำไว้ได้มาก เพราะดินแต่ละแห่ง มีช่องว่างในการบรรจุน้ำประมาณ 49% ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ของป่าธรรมชาติ จะเก็บน้ำให้สำหรับใช้ได้ 687 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี

ดังนั้น เราจึงมองว่า กระบวนการใดเกิดขึ้นก่อน และจับจุดที่ว่าการสะสมน้ำต้องเกิดขึ้นก่อน จึงสร้างฝายขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ชะลอน้ำ น้ำซึมลงไปในดินให้ต้นไม้โต ต้นไม้สร้างดิน ดินก็ช่วยกักเก็บน้ำได้มากขึ้น  

 

นางสาวน้ำทิพย์ กล่าวเสริมว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีในโครงการนี้  ได้ดำเนินการซ่อมแซมและสร้างฝายในพื้นที่เขายายดาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปลูกต้นไม้เสริมด้วย โดยที่ผ่านมาได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วประมาณ 40,000 ต้น เนื่องจากเห็นความสำคัญว่า ต้นไม้จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและคลุมดิน ทำให้น้ำสามารถซึมลงสู่ใต้ดินได้เมื่อน้ำซึมลงใต้ดิน ก็จะไหลไปเติมอ่างเก็บน้ำที่ทุกคนเห็นระหว่างเดินทางมา และไหลต่อไปยังพื้นที่เกษตรกรรม ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูก

ฝายชะลอน้ำ 7,800 ฝายที่ชุมชนช่วยกันสร้าง-ซ่อม

ย้อนอดีตที่บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด เขายายดา เคยเป็นป่าเสื่อมโทรม ดังนั้นชุมชน เอสซีจี และสถานีวิจัยป่าต้นน้ำ จึงทำงานร่วมกันในโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำโดยหนึ่งในกิจกรรมหลักคือ การสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ เป็นฝายกึ่งถาวร นำแนวคิดฝายแม้วทางภาคเหนือมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่เขายายดา โดยมาทำฝายชะลอน้ำในพื้นที่ร่องน้ำทั้งหมดบนเขาแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นต้นน้ำก่อนจะไหลลงคืนเป็นน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคในกับชุมชน

 

โดยใช้ฐานข้อมูลที่ดร.พงษ์ศักดิ์ จัดทำไว้ โดยช่วง 5 ปีแรก (ปี 2550-2555) ดำเนินการแล้วเสร็จ 5,000 ฝายโดยรอบเขายายดา และเริ่มเห็นการฟื้นตัวของป่าแหล่งน้ำที่เคยแห้งขอดในพื้นที่เริ่มมีน้ำ เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าน้ำที่เป็นต้นทุนของชุมชนเริ่มกลับคืนมา สะท้อนว่าเดินมาถูกทางแล้ว จึงเดินหน้าเพิ่มจำนวนการสร้างฝายอย่างต่อเนื่อง

 

รูปแบบการทำงาน คือเน้นการสร้างความมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ทั้งการสร้าง การประกอบ และการซ่อมบำรุง เพิ่มความถี่ของจำนวนการสร้าง เพื่อให้ “เข้าถึง” ชุมชนและพื้นที่เกษตรที่มีความต้องการใช้น้ำได้มากที่สุด ปัจจุบันสร้างไปแล้วกว่า 7,800 ฝาย หลักคิดหลักในการสร้างฝายโครงการนี้ ก็คือ “ไม่ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ” โดยใช้อิฐในลำธารมาประกอบร่างให้เป็นตัวฝายชะลอน้ำ เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ เมื่อพังก็ซ่อม โดยชาวบ้านจะขึ้นมาสำรวจฝายใกล้ชุมชนตัวเองเป็นระยะๆ และคอยซ่อมบำรุงกันเอง  แต่ถ้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมแจ้งมา เอสซีจีก็จะส่งการสนับสนุนให้เพิ่ม นี่คือแนวทางที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

 

เราเชื่อว่าป่าต้นน้ำ จะช่วยซับน้ำจากฝนที่ตกลงมา การมีฝายชะลอน้ำตรงนี้จะช่วยลดความเร็วในการไหลของน้ำ ดินและต้นไม้ที่อยู่บริเวณลำธารก็เพิ่มโอกาสช่วยซับเก็บน้ำไว้ด้วย เมื่อถึงหน้าแล้ง ก็จะคายน้ำส่วนนี้ให้กับต้นน้ำ หรือซึมไหลลงไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด การเกิดแอ่งน้ำกระจายอยู่หน้าฝายทุกฝาย คือลักษณะของการที่ธรรมชาติเก็บกักน้ำเอาไว้เอง และยังกลายเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ที่อยู่ในป่าอีกด้วยสร้างความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ

 

สสน. แนะรู้เท่าทันข้อมูลน้ำสู้กลับ climate change

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญสถานการณ์น้ำที่ผันผวนมากขึ้น ทั้งภาวะน้ำมากเกินไปและน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย (Reactive) ไปสู่การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า(Proactive) โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง

 

 

“ปัจจุบัน สสน. เชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ผ่านระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์มไทยวอเตอร์ (ThaiWater) รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อสนับสนุนให้แต่ละจังหวัดสามารถนำข้อมูลไปใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ตั้งแต่การรู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการน้ำของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับมือในระยะยาว”

 

สำหรับแอปพลิเคชัน ThaiWater หรือคลังข้อมูลน้ำ ได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดตามข้อมูลผ่านแผนที่ข้อมูลแบบโต้ตอบ (Interactive Map) ที่เลือกแสดงข้อมูลสำคัญได้ในหน้าเดียวทั้งเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง และค่าฝุ่น PM2.5 ระบบยังรองรับการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อช่วยติดตามแนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ฟีเจอร์การแจ้งเตือนตามตำแหน่งที่ตั้ง (Location-based Alert) และพื้นที่ของฉันช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลและการแจ้งเตือนที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่สนใจแบบเฉพาะบุคคล โดยเมื่อปี 2568 ได้รับมอบรางวัลชุดข้อมูลยอดนิยม (Most Popular Open Data Award)

 

“มาบจันทร์” ไม่ใช่แค่มีน้ำทั้งปี แต่ยังสร้างความรู้

กำนันวันดี อินทรพรม ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยองกล่าวว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้พึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ทุกปีต้องคอยลุ้นว่าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน และไม่รู้ชัดว่ามีน้ำต้นทุนอยู่เท่าไร จึงวางแผนการใช้น้ำและการทำเกษตรได้ยาก แต่หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน เราเริ่มรู้ว่ามีน้ำต้นทุนเท่าไร ต้องใช้น้ำเท่าไร และควรจัดสรรอย่างไร

 

โดยยกตัวอย่างวิกฤตภัยแล้งรุนแรงในปี 2562 สิ่งที่ทำให้บ้านมาบจันทร์ผ่านสถานการณ์มาได้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำสำรอง แต่คือการมีทั้ง ความรู้ ข้อมูล กติกาและความร่วมมือ ทุกคนช่วยกันดูแลฝาย แหล่งน้ำ และป่าต้นน้ำ วันนี้ชุมชนจึงไม่ต้องรอให้เกิดภัยแล้งแล้วค่อยแก้ แต่สามารถวางแผนใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า นี่คือภูมิคุ้มกันน้ำของชุมชน ขณะเดียวกัน บ้านมาบจันทร์ยังพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้แก่เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่และชุมชนอื่น นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

 

อีกทั้ง องค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำ ได้นำมาขยายผล จากพื้นที่บริเวณต้นน้ำสู่พื้นที่ราบ และพื้นที่เกษตรปลายน้ำ โดย SCGC สสน. และชุมชนบ้านมาบจันทร์ได้ร่วมกันเป็นพี่เลี้ยงให้กับ ชุมชนบ้านหัวทุ่ง .แกลงจ.ระยอง นำโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บ กระจาย และวางแผนการใช้น้ำสำหรับภาคการเกษตร

 

บ้านหัวทุ่ง : ทำนาได้ทั้งปี ขายข้าวได้ราคา

นายบุญเลิศ อนันตภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง กล่าวว่า บ้านหัวทุ่งเป็นพื้นที่เกษตรที่เดิมต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก และทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง แต่หลังจากนำแนวทาง “2 สร้าง 2 เก็บมาปรับใช้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกันของชุมชน ปัจจุบันมีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่และมีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน อีกทั้งมองถึงโอกาสเพิ่มการทำนาเป็น 3 ครั้งต่อปีอีกด้วย

 

นอกเหนือจากสามารถทำนาได้ตลอดทั้งปีแล้ว ปัจจุบันเกษตรกรบ้านหัวทุ่ง ยังกำหนดราคาขายข้าวตากแห้งได้สูงถึงตันละ 15,000 บาท (หรือกิโลกรัมละ 15 บาท) เทียบกับในอดีตที่เคยขายให้โรงสีได้เพียงตันละ 6,000 บาท เนื่องจากข้าวที่นี่เป็นข้าวคุณภาพดี ผ่านการทำเกษตรอินทรีย์และตากแห้ง 100% จนได้เมล็ดข้าวที่แกร่ง แตกต่างจากข้าวเขตอื่นที่ต้องนำไปแช่น้ำเพื่อคัดเมล็ดเสียที่ลอยน้ำออกก่อน ส่งผลให้ข้าวของบ้านหัวทุ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของฟาร์มเลี้ยงไก่ชนในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนมาก และบางรายมีการส่งออกไก่ชนไปต่างประเทศ ชุมชนจึงสามารถขายข้าวตรงให้แก่กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ชนได้โดยตรง และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในหมู่บ้านโดยไม่ต้องพึ่งพาโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง

 

การเข้าร่วมกับโครงการของเอสซีจี ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ต้องรอฝน วันนี้เราสามารถ วางแผนน้ำได้ และเรากำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ พัฒนาแผนน้ำตำบล 3 ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต

ผู้ใหญ่สมยศ หิรัญมาศ ตัวแทนชุมชนบ้านหัวทุ่ง .ระยอง กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 .แกลง ซึ่งเป็นชุมชนปลายน้ำ ในอดีตประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนักจนเกษตรกรจำเป็นต้องซื้อน้ำมาใส่ในนาข้าวสำหรับทำนาปรังซึ่งต้องใช้เงินทุนสูงมาก ต่อมาได้ประสานงานกับนายก อบต. และได้รับความช่วยเหลือร่วมมือจาก SCGC และ สสน. สำรวจโครงสร้างเดิมในลำคลองจนพบว่า มีฝายชะลอน้ำที่หน่วยงานอื่นหรือชุมชนสร้างไว้แต่เดิมนั้นชำรุดและรั่วซึมกักเก็บน้ำไม่ได้ จึงร่วมกันวางแผนและซ่อมแซมฝายจำนวน 3 ตัว ส่งผลให้ปัจจุบันชุมชนมีน้ำสำหรับทำนาปรังอย่างเหลือเฟือไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องข้าวขาดน้ำในฤดูแล้งจนผลผลิตสูญเปล่า โดย สสน. ทำหน้าที่สนับสนุนด้านฐานข้อมูลและการวางแผนทางเทคนิคที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่เพื่อคืนศักยภาพการกักเก็บน้ำของฝายเดิม

 

จากการเก็บข้อมูลทางสถิติ ชุมชนมีพื้นที่ทำนาปรังรวมกันประมาณ 60 ไร่ และหากนับรวมพื้นที่สวนผลไม้ตลอดแนวคลองของหมู่ 4 ที่ได้รับประโยชน์จากน้ำจะมีพื้นที่รวมเกือบ 300 กว่าไร่ ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 90 กว่าครัวเรือน โดยพื้นที่เกษตรกรรมของหมู่ 4 ต่อเนื่องไปยังหมู่ 3 และหมู่ 2 จะแบ่งเป็นพื้นที่นาข้าวประมาณ150 ไร่ และสวนทุเรียนประมาณ 200 กว่าไร่

ความมั่นใจในระบบน้ำที่สมบูรณ์ทำให้พฤติกรรมเกษตรกรเปลี่ยนไป โดยมีการโค่นต้นยางพาราเพื่อเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้น เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการน้ำตลอดทั้งปีและให้ผลตอบแทนราคาสูงกว่ายางพารา

เป้าหมาย 10 ปีข้างหน้ามุ่งยั่งยืน-พึ่งพาตนเอง

ดร.รอยบุญ กล่าวว่า มุ่งหวังในภาพรวมของประเทศว่า อยากเห็นทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนรู้เท่าทันและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)” ร่วมกัน โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลการแจ้งเตือนและการคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อนำมาสื่อสาร ทำความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างเป็นระบบโดยไม่แย่งน้ำกัน

ผู้บริหารของ SCGC กล่าวว่า  อยากเห็นการขยายพื้นที่สีเขียวให้เติบโตและแผ่ขยายไปทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งต้องการเห็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศน์และมีจิตสาธารณะ เพื่อนำพาชุมชนไปสู่เป้าหมายความสุขและความยั่งยืน โดยดำเนินชีวิตภายใต้กรอบเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความสุขที่แท้จริงไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงความร่ำรวยทางตัวเงิน

 

กำนันวันดี กล่าวว่า อยากเห็นเยาวชนเข้ามาเรียนรู้และสืบทอดชุดข้อมูลทรัพยากรน้ำที่คนในชุมชนได้ร่วมกันสำรวจและจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกอย่างละเอียด เช่นจำนวนลำคลอง บ่อน้ำ และปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยผู้ปกครอง ในการบริหารจัดการแปลงเกษตร พัฒนาตลาดออนไลน์ และเข้ามานำพาวิสาหกิจชุมชนในการแปรรูปและจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงด้วยตัวเอง จากความพร้อมของผลผลิตในท้องถิ่น เช่น ทุเรียน กล้วยกรอบแก้ว น้ำพริกแกง ทุเรียนทอด เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีอาชีพที่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ และไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือออกไปเป็นลูกจ้างใคร

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง  กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างฝายชะลอน้ำและระบบกักเก็บน้ำในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดักหน่วงน้ำป่าและน้ำฝนไม่ให้ไหลหลากลงสู่ทะเลอย่างสูญเปล่า และปล่อยให้น้ำค่อยๆ ซึมซับลงสู่ใต้ดินเพื่อหล่อเลี้ยงลำคลองส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนล่างอย่างบ้านหัวทุ่ง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

สำหรับเกษตรกร น้ำคือปัจจัยหลัก ถ้าขาดน้ำก็จะไม่มีผลผลิตนี่คือ โจทย์ข้อสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานและร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์และชุมชนในพื้นที่เขายายดา . ระยอง ขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาครอบคลุมพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ และมีการจัดเก็บข้อมูล (data) จนเกิดเป็นองค์ความรู้ผ่านโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ที่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่แห้งแล้งให้มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดปี สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับเกษตรกรและการใช้น้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ 10 หมู่บ้าน อีกทั้งต่อยอดความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ขยายผลต่อไปยังชุมชนปลายน้ำที่ได้นำแนวทางความสำเร็จนี้ไปประยุกต์ใช้กับบริบทพื้นที่

 #SCGC #ThaiSMEs #สสน. #โมเดล“2สร้าง2เก็บ” #เขายายดา #จังหวัดระยอง #ระยอง #ชุมชนบ้านหัวทุ่ง #องค์การบริหารส่วนตำบลแกลง #สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(องค์การมหาชน) #แอปพลิเคชันThaiWater #ภูมิคุ้มกันน้ำ#WaterResilience #เก็บน้ำห้วยหินดาด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *