บ้านมาบจันทร์ ต่อยอด “ความมั่นคงด้านน้ำ” สู่ความมั่นคงของชุมชน

กองบรรณาธิการ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2550 ที่ผู้นำชุมชนบ้านมาบจันทร์ .แกลง .ระยอง เดินเข้าไปหาบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ขอการสนับสนุนและองค์ความรู้ในการสร้างฝาย เพื่อพลิกฟื้นความแห้งแล้งของเขายายดา ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เกิดเป็นโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาโดยทำงานร่วมกันทั้ง SCGC ชุมชน และภาคีเครือข่าย เสริมศักยภาพชุมชนด้านการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง ในปี 2558 โมเดลจัดการน้ำและการฟื้นฟูธรรมชาติของชุมชน ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็น เป็นสุขระดับจังหวัด ในปี 2562 สามารถเอาชนะวิกฤตภัยแล้งรุนแรง และปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบขยายผลองค์ความรู้ในการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำไปยังพื้นที่เกษตรอื่นๆ ให้สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ยกระดับรายได้ครัวเรือน เพิ่มโอกาสแหล่งรายได้ใหม่ความสำเร็จนี้สะท้อนชัดเจนว่า ความมั่นคงด้านน้ำ สามารถสร้างความมั่นคงของชุมชน

กำนันวันดี อินทรพรม ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ .แกลง.ระยอง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาน้ำในชุมชนว่า ได้เห็นโครงการจัดการน้ำของ SCG ผ่านทางโทรทัศน์ว่า มีโครงการทำฝายที่ลำปาง จึงตัดสินใจติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังบริษัทฯ ผ่านช่องทางเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ แม้ว่าโรงงานของ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) จะตั้งอยู่ที่มาบตาพุด .ระยอง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากพื้นที่มาบจันทร์ แต่ก็มีความพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการตามแนวพระราชดำริอยู่แล้ว โดยใช้ระยะเวลาในการพูดคุยตกลงร่วมมือไม่ถึงครึ่งเดือน

ทั้งนี้ ในอดีตพื้นที่เขายายดาเคยเสื่อมโทรม เมื่อถึงฤดูแล้งก็เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำกระทบทั้งการใช้ชีวิต การทำเกษตรและรายได้ของคนในชุมชน ซึ่งพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ทุกปีต้องคอยลุ้นว่าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน และไม่รู้ชัดว่ามีน้ำต้นทุนอยู่เท่าไร จึงวางแผนการใช้น้ำและการทำเกษตรได้ยาก

“ชุมชนทั้ง 11 หมู่บ้านของเรามีประชากรกว่า 1,600 คน สนใจเข้าร่วมโครงการโดยไม่มีใครลังเล ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเพราะพระบารมีและแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจหลัก เพราะชาวบ้านอยากเห็นเขายายดากลับมาเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับพื้นที่โครงการพระราชดำริที่เราเห็นผ่านทางโทรทัศน์”

หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน เราเริ่มรู้ว่ามีน้ำต้นทุนเท่าไร ต้องใช้น้ำเท่าไร และควรจัดสรรอย่างไร เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งรุนแรงในปี 2562 สิ่งที่ทำให้บ้านมาบจันทร์ผ่านสถานการณ์มาได้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำสำรอง แต่คือการมีทั้ง ความรู้ ข้อมูล กติกาและความร่วมมือ ทุกคนช่วยกันดูแลฝาย แหล่งน้ำ และป่าต้นน้ำ วันนี้ชุมชนจึงไม่ต้องรอให้เกิดภัยแล้งแล้วค่อยแก้ แต่สามารถวางแผนใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้านี่คือภูมิคุ้มกันน้ำของชุมชน

การสำรวจและบริหารจัดการต้นทุนน้ำ

พื้นที่ของ .แกลง .ระยอง ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำสาธารณะ และประชากร 284 ครัวเรือนในพื้นที่ล้วนพึ่งพาน้ำใต้ดินและน้ำจากภูเขาทั้งสิ้น โดยไม่ได้ใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาค ดังนั้นเพื่อให้ทราบต้นทุนน้ำที่แท้จริง เราได้ให้ชาวบ้านจาก 6 คุ้มบ้าน ร่วมกันสำรวจบ่อน้ำและลำคลองในพื้นที่ของตนเองอย่างละเอียดโดยทำการวัดขนาดบ่อ (กว้าง x ยาว x ลึก) เพื่อคำนวณปริมาณน้ำของแต่ละบ้านแล้วนำข้อมูลมารวมกันเป็นแผนที่ทำมือ

นอกจากนี้ ในทุกๆ เช้า ชุมชนจะมีการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำใน 4 จุดสำคัญ รวมถึงปริมาณน้ำฝนผ่านกลุ่มเครือข่ายเพื่อแจ้งเตือนข้อมูลให้ลูกบ้านรับทราบอย่างทั่วถึง และเรายังถ่ายทอดองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาเรียนรู้การใช้ข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ และการบริหารจัดการระบบน้ำ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้สามารถสานต่อการดูแลทรัพยากรของชุมชนในอนาคต

เป้าหมายในอนาคต กำนันต้องการเห็นเยาวชนและคนรุ่นหลังเข้ามาเรียนรู้และสืบทอดชุดข้อมูลทรัพยากรน้ำ คลอง และบ่อน้ำที่ได้สำรวจและจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกทุกเล่ม เพื่อช่วยบริหารจัดการแปลงเกษตรและนำองค์ความรู้ไปต่อยอดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อจำหน่ายผลผลิตคุณภาพสูงด้วยตัวเอง ให้คนรุ่นใหม่มีอาชีพที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้

กฎกติกาชุมชนและการดูแลรักษาฝาย

ขณะเดียวกัน ชุมชนมีกติกาการใช้น้ำอย่างเป็นระบบ โดยควบคุมการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนให้อยู่ที่ 30 ยูนิตต่อเดือน หากประเมินว่าจะเกิดภัยแล้ง ชุมชนจะผ่านกระบวนการประชาคมและตกลงร่วมกันให้ทุกบ้านจัดเตรียมถังใส่น้ำสำรองไว้ จากนั้นจะสลับปิดเปิดสวิตช์ส่งน้ำเป็นรายซอย ซึ่งหากซอยใดโดนปิดก็ต้องใช้น้ำจากถังสำรอง

ชุมชนเลือกที่จะไม่พึ่งพาระบบประปาส่วนภูมิภาค เนื่องจากปัญหาแรงดันน้ำไม่เพียงพอจนอาจทำให้ท่อแตก และความกังวลเรื่องน้ำแดงหรือไม่ไหลเราคิดค่าน้ำประปาหมู่บ้านหน่วยละ 10 บาท ซึ่งถูกกว่าน้ำส่วนภูมิภาคที่คิดหน่วยละ 17 บาท

ทั้งนี้ มีการจัดทำระบบเก็บน้ำฝนจากหลังคาบ้าน 4 ลูก (ถังเก็บน้ำ 4 ใบ) เพื่อกักเก็บน้ำลงสู่บ่อเป็นต้นแบบพึ่งพาตนเอง ในด้านเทคนิค เราได้รับการช่วยเหลือจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ในการวัดระดับความสูงต่ำของลำคลอง เพื่อจัดสร้างฝายในตำแหน่งที่เหมาะสมโดยไม่ทำให้น้ำท่วมพื้นที่ตอนบน ปัจจุบัน ฝายทุกตัวจะได้รับการซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะศึกษาดูงานและจิตอาสา เช่น กลุ่มโรงงานจากมาบตาพุด และองค์กรท้องถิ่นจากจังหวัดเชียงราย หมุนเวียนเข้ามาช่วยลงแรงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

โมเดลความร่วมมือแบบ “ชุมชนนำ ภาคีหนุน”

ขณะเดียวกัน บ้านมาบจันทร์ ยังพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้แก่เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ และชุมชนอื่น นำไปประยุกต์ใช้ โดยนำองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำมาขยายผลจากพื้นที่บริเวณต้นน้ำสู่พื้นที่ราบ และพื้นที่เกษตรปลายน้ำ โดย SCGC  สสน. และชุมชนบ้านมาบจันทร์ได้ร่วมกันเป็นพี่เลี้ยงให้กับ ชุมชนบ้านหัวทุ่ง .แกลง .ระยอง เริ่มต้นด้วยการนำโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” (เก็บน้ำดี มีน้ำใช้) ซึ่งประกอบด้วย สร้างคน สร้างกติกา เก็บน้ำ และเก็บข้อมูล มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บ กระจาย และวางแผนการใช้น้ำสำหรับภาคการเกษตร

ปัจจุบัน บ้านหัวทุ่ง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ ซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน จนมีน้ำเพียงพอสำหรับการทำนาตลอดทั้งปี สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และมีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น  

หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับภาคีคือ ชุมชนห้ามรอคอยความช่วยเหลืออยู่ฝ่ายเดียว แต่คนในพื้นที่ต้องเป็นคนคิดและเป็นผู้กำหนดทิศทางด้วยตนเองก่อนหากชุมชนนิ่งเฉยและไม่นำเสนองานหรือสิ่งที่อยากได้ออกไป หน่วยงานภายนอกก็จะไม่ทราบว่าต้องเข้ามาช่วยซัพพอร์ตในจุดใด

สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่ชุมชน

กำนันวันดี บอกเล่าถึงความแตกต่างของรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมาบจันทร์ เปรียบเทียบก่อนและหลัง จากการเข้าร่วมโครงการกับ SCGC และเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในหลายมิติ อันดับแรกก็คือ สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรม จากในอดีตเนื่องจากน้ำมีน้อย พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักจึงมีไม่ถึง 50% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ปัจจุบันเมื่อชุมชนมีน้ำใช้ที่มั่นคงและเพียงพอตลอดทั้งปี พื้นที่ทำสวนทุเรียนได้ขยายตัวจนเต็ม 100% ของพื้นที่เกษตรกรรม คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 8,000 ไร่

รายได้ครัวเรือน ในอดีตที่การเกษตรต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติ ครัวเรือนเกษตรกรประสบปัญหาทางการเงินอย่างมาก ถึงขนาดที่ไม่สามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือได้ ปัจจุบันทุกครัวเรือนมีรายได้มั่นคงและเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ช่องทางการตลาดและมูลค่าเพิ่มผลผลิต ปัจจุบันชุมชนมาบจันทร์หลุดพ้นจากวิกฤติภัยแล้งและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเคยสร้างความทุกข์ยากจากการที่เกษตรกรแทบไม่มีเงินเก็บหรือรายได้หมุนเวียนเข้ามาในครัวเรือนอย่างเป็นกอบเป็นกำ หลายครั้งต้องตัดทุเรียนดิบขายเหมาให้พ่อค้าคนกลาง ซึ่งได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นโดยมีการต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับจากSCGC ปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เปลี่ยนมาขายทุเรียนสุกส่งตรงถึงผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งได้ราคาและน้ำหนักที่ดีกว่าการขายทุเรียนดิบให้พ่อค้าคนกลาง

ปลุกกระแสเยาวชนคืนถิ่น-ยกระดับวิสาหกิจชุมชน

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เรียกได้ว่ากำลังเป็นแต้มต่อในการสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับบ้านมาบจันทร์ ก็คือ กำลังเกิดกระแสเยาวชนคนรุ่นใหม่คืนถิ่นลูกหลานของเกษตรกรในพื้นที่เลือกที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดมาต่อยอดทำสวนทุเรียนเกษตรอินทรีย์ของครอบครัว แทนการออกไปทำงานนอกพื้นที่ เพราะการอยู่บ้านสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า

นอกจากนี้ การเสริมทักษะด้านโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซจาก SCGC ที่เข้ามาจัดอบรมให้กับวิสาหกิจชุมชน ช่วยให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงสินค้าชุมชนกับตลาดได้โดยตรง จากรูปแบบเดิมที่ต้องพึ่งพาคนกลาง สู่การสร้างแบรนด์ สื่อสารเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือน

เราชูจุดเด่นของทุเรียนโบราณอายุเก่าแก่กว่า 70 ปี ที่มีเปลือกบางและรสชาติเหนียวหนึบ โดยเลือกขายเฉพาะทุเรียนสุกให้แก่ลูกค้าโดยตรงและกำลังมองโอกาสเพิ่มจำนวนสินค้าแปรรูปผลผลิตจากชุมชนเราขายผ่านออนไลน์ด้วย

นอกเหนือจากทุเรียน ชุมชนยังทำสวนผลไม้ผสมผสาน เช่น มังคุด ลองกอง รวมถึงปลูกป่า 5 ระดับและสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องซื้อจากตลาด มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิต เช่น กล้วยทอดกรอบ ที่ชูจุดขายเรื่องความสดใหม่(ตัดแล้วนำมาทอดทันที) เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพสู้กับสินค้าตามท้องตลาด

นอกจากนี้ ชุมชนยังสร้างรายได้เสริมผ่านโฮมสเตย์ และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience Tourism) ให้นักท่องเที่ยวมาร่วมใช้ชีวิต เก็บสมุนไพรและฝึกปรุงอาหารหรือน้ำพริกแกงร่วมกับเจ้าของบ้าน ช่วยกระจายรายได้ตรงสู่แต่ละครัวเรือนอย่างทั่วถึง โดยเราสอนลูกบ้านเสมอว่าห้ามนำเงินเป็นตัวตั้งในการทำงาน แต่ให้เน้นเรื่องความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการบริการด้วยจิตวิญญาณ

ปัจจุบันชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ สามารถเปลี่ยนเขายายดาให้กลายเป็นเขาพ่อ” (การฟื้นฟูเขายายดา ภายใต้แรงบันดาลใจและยึดโยงอยู่บนพื้นฐานของแนวพระราชดำริและคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9)ได้สำเร็จ ซึ่งพระองค์ท่านสอนว่าแม้ฝายจะชำรุดเสียหาย ชุมชนก็สามารถใช้สองมือร่วมกันซ่อมแซมให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้เสมอ

#บ้านมาบจันทร์ #บริษัทเอสซีจีเคมิคอลส์ #SCGC ThaiSMEs

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *