กองบรรณาธิการ

กูลิโกะ เปิดฉากปี 2567 ส่ง ป๊อกกี้ ครัช ลงชิงส่วนแบ่งการตลาด ต่อยอดความเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งผลิตภัณฑ์บิสกิตของไทยมุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนวัยทำงาน ชูกลยุทธ์ Experiential Marketing และพร้อมส่งมอบประสบการณ์ใหม่ขยายฐานสู่กลุ่มผู้บริโภค Gen Z ด้วยการดึง ‘ซี & นุนิว’ มาร่วม ‘อัพจังหวะความสุข สนุกขึ้นกับป๊อกกี้’ ในฐานะ Glico Friend นับเป็นการรุกตลาดครั้งใหญ่ของ กูลิโกะ ป๊อกกี้ หลังประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคตลอดปีที่ผ่านมา

นายเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย กูลิโกะ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ป๊อกกี้, เพรทซ์ และพีจอย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจบิสกิตในไทยยังคงมีอัตราเติบโต และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมา โดยกูลิโกะจะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ป้อนสู่ตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดบิสกิตอยู่เสมอดังเช่นที่ได้ทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“กูลิโกะ ตั้งเป้าการเติบโตมาจากการรักษากระแสนิยมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ป๊อกกี้ ซึ่งเป็นแบรนด์เป็นอันดับ 1 ในตลาดบิสกิต และครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยรักษาคุณภาพของสินค้าและรสชาติที่อร่อยไม่เปลี่ยนแปลงที่ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ป๊อกกี้ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาด นอกจากนั้นการส่งมอบประสบการณ์ความต่างที่แปลกใหม่ และความประทับใจ สำหรับกลุ่มลูกค้าใหม่ และสร้าง Brand Loyalty ให้มากขึ้นสำหรับกลุ่มลูกค้าเดิม” นายเฉลิมพงษ์กล่าว

ด้านนางสาวดวงกมล ชุลิกาวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด กล่าวถึง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ป๊อกกี้ ครัช ในครั้งนี้ว่า เป็นการส่งมอบความพรีเมียมที่ยกระดับคุณภาพด้วยส่วนผสมที่ดีขึ้น หลากรสชาติสัมผัส ที่ช่วยทำให้อารมณ์ดี มีความสุขแบบคูณสอง และยังคงความอร่อยได้ทุกคำ

ป๊อกกี้ขอส่งมอบประสบการณ์ความพรีเมียมผ่าน ป๊อกกี้ ครัช 2 แบบ 2 สไตล์ ประกอบด้วย ป๊อกกี้ ครัช ฟรุต แท่งบิสกิตมัลติเกรน เคลือบครีมหนา พร้อมท๊อปปิ้งผลไม้ชิ้นใหญ่ ผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มี 2 รสชาติ คือ บลูเบอร์รีโยเกิรต์ และสตรอเบอร์รีพีชโยเกิรต์ และป๊อกกี้ ครัช นัท แท่งบิสกิตโฮลวีต เคลือบครีมช๊อกโกแลตสองชั้น (ดับเบิ้ลดิป) พร้อมท๊อปปิ้งอัลมอนด์ชิ้นใหญ่ กรุบกรอบเพิ่มขึ้นอีกระดับ มี 2 รสชาติ คือ อัลมอนด์มิลค์ช็อกโกแลต และอัลมอนด์นัวร์ช็อกโกแลต

สำหรับสินค้าของป๊อกกี้มีการจำหน่ายในประเทศไทยแบ่ง สินค้าเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ไอครีม กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนม และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาทิ นมอัลมอนด์ เป็นต้น ทั้งนี้ไทยกูลิโกะนับว่าเป็นธุรกิจนอกประเทศของญี่ปุ่นและเป็น 1 ใน 12 ประเทศที่ญี่ปุ่นเข้าไปตั้งธุรกิจอย่างเป็นทางการ และกูลิโกะญี่ปุ่นมียอดขายจากในประเทศที่ 79 % และ ยอดขายจากต่างประเทศที่ 21 %
“กูลิโกะตั้งเป้ารุกตลาดในปี 2567 แบบเต็มพิกัดผ่านกิจกรรมสร้างการรับรู้และส่งเสริมการขายตลอดปี อาทิ การสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ และรุกขยายการรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นโดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มการเข้าถึงในทุกๆ ช่องทาง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชั้นแนวหน้า และกระตุ้นให้เกิดการทดลองผลิตภัณฑ์ผ่านงานกิจกรรมโรดโชว์ต่างๆ ตลอดจนเพิ่มความแข็งแกร่งของสื่อหน้าร้านค้า เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สามารถเจาะเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือการเผยโฉมป๊อปอัพ สโตร์ ป๊อกกี้ คาเฟ่ (Pocky Café) ที่นำ 5 รสชาติหลัก ได้แก่ ช็อกโกแลต , สตรอเบอร์รี , คุกกี้และครีม , มิลค์กี้มัทฉะ และนัตตี้อัลมอนด์ มาทำเป็นเมนูเครื่องดื่มสูตรพิเศษ 5 เมนู มาการันตีความอร่อย และจากกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมนี้เอง ทำให้ในปีนี้ กูลิโกะจะขยายกิจกรรมการตลาดผ่าน ป๊อกกี้ คาเฟ่ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภคในไทย และเพิ่มโอกาสในการบริโภคให้มากยิ่งขึ้น โดยจะเปิดสาขาแรกที่ พาร์ค สีลม และไฮไลท์ในปีนี้ของป๊อกกี้ คือ การเปิดตัว Glico Friend ซี-พฤกษ์ พานิช และ นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนแนวคิด อัพจังหวะความสุข สนุกขึ้นกับป๊อกกี้ ที่ต้องการแชร์และอัพความสุขของทุกคนให้เพิ่มขึ้นอีกขั้น เพื่อเข้าถึงทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภคให้มีความสุขและสนุกขึ้นอีกขั้นไปกับป๊อกกี้ในตลอดทั้งปีนี้” นางสาวดวงกมล กล่าว

นางสาวดวงกมล กล่าวว่า หลังโควิดสินค้ากลุ่มนี้มีการเติบโตขึ้นชัดเจน จากร้านโชห่วยช่วงโควิด จากการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไม่น่าจะแย่ไปกว่าปีนี้ ซึ่งปัจจัยจากนักท่องเที่ยวเข้าไทยยังคงช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น
ป๊อกกี้อยู่กับคนไทยมาแล้ว 52 ปี ซึ่งการทำตลาดในช่วงแรกเลือกจากรสชาติที่คนไทยชอบ ทำให้การเลือกรสชาติที่ถูกต้องและแพคเกจจิ้งที่ดี จะทำให้ถูกใจนักท่องเที่ยว ซึ่งรสชาติของกล้วยและมะม่วงคือ local favour ที่เป็นไฮไลท์ในการสร้างรายได้ของกลุ่มนี้
โดยกลุ่มที่เป็นพรีเมียมช่วยให้ได้อรรถรสในการกิน มากยิ่งขึ้น โดยแต่ละซีซั่นจะมีรสชาติออกใหม่หมุนเวียนไป ซึ่งจะเป็นรสชาติเฉพาะประเทศไทยกระแสกำลังซื้อที่เกิดขึ้นหลังโควิดส่งผลให้เกิดการทำตลาดที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทมี
มาร์เกตแชร์อยู่ที่ 17% และ ตั้งเป้าโตที่ตัวเลข 2 หลัก แบบก้าวกระโดด ซึ่งมั่นใจจาก 1.ตัวสินค้ารสชาติใหม่ 2.ช่องทางการทำตลาดแบบใหม่ เช่น การเข้าใกล้ผู้บริโภคด้วยกิจกรรมโรดโชว์ มีจัดโปรโมชัน ทดลองชิม ตั้งเป้าโรดโชว์ที่ 20-30 แห่งทั่วประเทศ และ 3.การนำสินค้าเป็นส่วนประกอบในเมนูขนมหวานอื่นๆ มีการเปิด ป๊อกกี้ คาเฟ่ เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้กูลิโกะ ยังได้ทำในส่วนของการลดภาวะเรือนกระจก ลดภาวะมลพิษในแหล่งน้ำ มีการพัฒนาด้านนี้อยู่ตลอดเวลา โดยมีการลดการใช้กระดาษ 15% ลดการใช้พลาสติก 11% รวมถึงการใช้วัตถุดิบน้ำมันปาล์มที่รักษาสิ่งแวดล้อม และอยู่ระหว่างเปลี่ยนการใช้พลังงานไฟฟ้ามาใช้พลังงานจากหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar rooftop) แทน เป็นต้น
ปัจจุบันกูลิโกะ มีศูนย์วิจัยและพัฒนาใน 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น จีน และ ไทย
#กูลิโกะ #ป๊อกกี้ #ThaiSMEs