ไลอ้อน (ประเทศไทย) กาง Road Map ตั้งเป้ายอดขาย 30,000 ลบ. ขานรับ Net Zero ปี 2050 พร้อมจัด Town Hall เร่งทรานส์ฟอร์ม พลิกโฉมองค์กร

กองบรรณาธิการ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่หมุนเร็วและรุนแรง หากเอ่ยชื่อบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ชื่อของ ไลอ้อน (ประเทศไทย) ที่มีแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากมายอาทิ โชกุบุสซึ ซอลส์ ซิสเท็มมา คิเรอิคิเรอิ เปา ไลปอนเอฟ โคโดโม ย่อมเป็นชื่อแรก ที่หลายคนนึกถึง จากวันแรกที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 57 ปี ไลอ้อนฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นผู้ดูแลสุขอนามัยของคนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่ยาสีฟันหลอดแรกของเด็กเล็กไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ

แต่ในวันนี้ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่ ที่ความสำเร็จเดิมอาจไม่ใช่หลักประกันของอนาคต นายประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด คนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในปีนี้ จึงได้ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ พร้อมกางโรดแมป (Mid-term Plan) เพื่อผลักดันองค์กรสู่เป้าหมายยอดขาย 30,000 ล้านบาท

ถอดรหัส Road Map 30,000 ล้าน: จาก FMCG สู่ New Growth Engine

บทเรียนจากหลายปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาด FMCG แบบเดิมนั้น เป็นการแข่งขันในตลาดที่อิ่มตัว (Saturated Market) และเริ่มมีตัวเลขเติบโตติดลบทำให้มีการแข่งขันด้านราคาที่สูง เป็นตลาดแดงเดือดที่เน้นไปที่การทำโปรโมชัน 1 แถม 1 ทำให้กุญแจสำคัญของโรดแมปนี้ คือการสร้างวิธีการทำตลาดแบบใหม่ๆ เพื่อเลี่ยงสงครามราคา รวมทั้งการสร้างGrowth Engine ใหม่ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืน โดยนอกจากตั้งเป้าหมายยอดขาย 30,000 ล้าน ยังต้องการเพิ่มกำไรขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวผ่านการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่

1. Mass FMCG: เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและทำกำไรให้ดีขึ้น

2. ธุรกิจกลุ่ม 3Es (E-Commerce, E-Chemical, Export): เป็นกลุ่มที่เติบโตได้สูงมากในช่วงที่ผ่านมา และต้องการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดมากขึ้นอีก

3. Emerging Markets: รุกตลาดเพื่อนบ้านอย่าง ลาว พม่า กัมพูชา อย่างจริงจัง

4. Premium Personal Care: ธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอเพื่อยกระดับผลกำไร

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Town Hall รวมพลังคนไลอ้อนทั้งองค์กร

เพื่อให้เป้าหมายที่ท้าทายนี้ประสบความสำเร็จ บริษัทฯ จึงเร่งทรานส์ฟอร์ม พลิกโฉมองค์กร และได้จัดกิจกรรม Town Hall เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท KINGSQUARE Community Mall ในการเปิดเวทีให้ผู้บริหารได้แสดงวิสัยทัศน์สื่อสารถึงทิศทาง เป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงต่าง โดยตรงกับพนักงานทั้งองค์กรเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยพร้อมเพรียงกัน

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม วิธีทำงานหรือทักษะแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เราต้องพร้อมเปิดกว้างและปรับตัวตลอดเวลา และต้องปรับแบบ Quick Change เพื่อให้เกิด Quick Win ด้วยนายประเสริฐ กล่าวถึงความจำเป็นในการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของบริษัทครั้งนี้

การทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้จะครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

1. การสร้างแบรนด์องค์กรใหม่ (Corporate Branding Transformation)

2. การหาแหล่งรายได้ทางธุรกิจใหม่ (New Growth Engine Transformation)

3. การสร้างองค์กรเป็น AI Digital และ DataOrganization (AI Digital & DataTransformation)

4. การพลิกโฉมต้นทุนและกำไร (Costing & Profit Transformation)

5. และที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาคน (People Transformation)

ก้าวสู่ Smart Organization ด้วย AI และ Caring Innovation

ไลอ้อนฯ กำลังขยับจากการเป็นเพียงผู้ผลิตไปสู่การเป็นองค์กรด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตภายใต้แนวคิด Caring Innovation หรือนวัตกรรมที่เกิดจากความละเอียดใส่ใจแบบญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ในด้านเทคโนโลยี ไลอ้อนฯ มุ่งสู่การเป็นSmart Organization อย่างเต็มตัว มีการจัดตั้งทีมBusiness Intelligence เพื่อนำ Data มาวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ขณะที่ฝั่งโรงงานกำลังมุ่งหน้าสู่ Smart Factory ด้วยระบบ Automation และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมกันนี้บริษัทได้ส่งเสริมการนำเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้ในการทำงาน อาทิ ChatGPT, Gemini, ระบบ Cloud, Microsoft Teams, OneDrive และ Canva เพื่อยกระดับทักษะและสร้างความคุ้นเคยในการใช้งานให้กับพนักงาน โดยมุ่งหวังให้พนักงานไลอ้อนก้าวสู่การเป็น AI & Digital Citizen อย่างแท้จริง

ความดี คือ DNA ที่ไม่เคยเปลี่ยน

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจอย่างมากมาย แต่สิ่งที่ไลอ้อนฯ ยังคงรักษาไว้เป็น หัวใจในการดำเนินธุรกิจ คือ ปรัชญา ธุรกิจคู่คุณธรรม (Business with Ethics) ที่มีวัฒนธรรมองค์กรคนดี ในการยกย่องคนดี ส่งเสริมคนเก่งอย่างต่อเนื่องสืบมาและมาเสริมเพิ่มเติมด้วย ค่านิยมองค์กรใหม่ 5 LION’s Spirit ได้แก่ Goodness (ความดี), Empowering (การให้พลัง) , Trust (ความเชื่อมั่น), Caring Innovation (นวัตกรรมที่ใส่ใจ), Sustainability (ความยั่งยืน)

เป้าหมายของไลอ้อนฯ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข 30,000 ล้านบาท แต่คือการเปลี่ยนเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Corporate with Purpose) เพื่อยกระดับสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050

นี่คือก้าวต่อไปของไลอ้อนฯ องค์กรที่กำลังพิสูจน์ว่า แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ที่เก่าแก่ แต่ถ้ามี หัวใจ ที่พร้อมปรับตัวและ รากฐานของความดี ที่แข็งแกร่ง การเดินทางสู่เป้าหมายที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสุขภาพที่ดีของคนไทยโดยรวม ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

#ไลอ้อน #ThaiSMEs

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *