SCGP ขับเคลื่อน Nature Positive เชื่อมป่าปลูกสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชูแนวร่วมชุมชนสร้างความยั่งยืนระบบนิเวศและเศรษฐกิจครัวเรือน

กองบรรณาธิการ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2551 ที่บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด กลุ่มธุรกิจในเครือเอสซีจีแพคเกจจิ้ง(SCGP) พลิกโฉมการปลูกยูคาลิปตัสด้วยระบบการจัดการสวนไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC สร้างห่วงโซ่มูลค่าที่สามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจดูแลสังคมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันได้ต่อยอดมาสู่แนวการดำเนินธุรกิจที่เดินหน้าสร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด Nature Positive ชูเป็นกลไกสำคัญเชื่อมการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับห่วงโซ่คุณค่า สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

นายมหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ใน SCGP กล่าวว่า บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส เพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์ โดยดำเนินการภายใต้มาตรฐาน FSC ซึ่งเป็นกลไกหลักในการผลักดันแนวทาง Nature Positive โดยหลักสำคัญของ FSC คือการไม่ตัดไม้ทำลายป่าและไม่เปลี่ยนสภาพป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ประเภทอื่น รวมทั้งกำหนดให้มีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อยร้อยละ 10 ของพื้นที่สวนไม้ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมถึงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว

ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่สวนไม้ที่เป็นป่าเศรษฐกิจรวม 93,000 ไร่ โดยได้รับการรับรองFSC (ตามมาตรฐาน FSC- FM/CoC และมีใบอนุญาต FSC รหัส FSC-C012207) แล้วจำนวน 55,369 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 6,212 ไร่ โดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ทั้งศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัย นิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย ในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุก 2 ปี โดยพื้นที่หลักอย่างกำแพงเพชร ซึ่งมีการส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส ปัจจุบันมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC  จำนวน 8,174 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่ ล่าสุดพบพรรณไม้ทั้งหมด 82 ชนิด จาก 37 วงศ์ สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่

การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Nature Positiveของเรามีเป้าหมายสำคัญในการหยุดยั้งฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และคืนความสมบูรณ์กลับมา (Full Recovery) ในปี 2593 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ก้าวข้ามการเพียงแค่ลดคาร์บอนไปสู่การเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ

ด้านกรอบการทำงานครอบคลุม 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.Do Less Harm, Do More Good ได้แก่ การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูป่า การปลูกป่าอนุรักษ์ตามมาตรฐาน FSC2.Integrate in Business Strategy บูรณาการอยู่ในกลยุทธ์ทางธุรกิจและแผนงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน 3.Shift from Carbon to Nature เพราะแนวคิด Nature Positive เป็นการจัดการที่มากกว่าเรื่องโลกร้อน แต่ครอบคลุมเรื่องป่า น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ และ 4.Value Creation ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาสินค้ารักษ์โลก และต่อยอดมูลค่าจากป่าไม้ เช่น พืชพรรณและสมุนไพร อีกทั้งมีการใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำกากเหลือจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษกลับมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์แบรนด์คู่ดินรวมถึงรับซื้อเปลือกไม้ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ทุกส่วนอย่างคุ้มค่าและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่อยู่ในความดูแลของ SCGP กระจายอยู่หลายจังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ราชบุรี นครราชสีมา หนองคาย บึงกาฬขอนแก่น ยโสธร อุดรธานี นครสวรรค์ ชัยนาท เพชรบูรณ์ เพชรบุรี พิจิตร ตากหนองบัวลำภู สกลนคร และสตูล เป็นต้น

ดาวเทียมเอไอ กับการบริหารพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน

นายมหาศาล กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ บริษัทได้นำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและ AI มาใช้ในการค้นหาพื้นที่รกร้างและประเมินการเติบโตของต้นไม้แทนการใช้แรงงานคน เทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้สามารถประเมินและขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันป่าปลูกของบริษัทสามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 380,000 ตันต่อปี

อีกทั้ง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายที่บริษัทมีแผนเพิ่มพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสตามแนวคิด Nature Positive เป็น 200,000 ไร่ ภายในปี 2574-2575หรือเฉลี่ย 10,000-20,000 ไร่ต่อปี โดยยังคงสัดส่วนป่าอนุรักษ์ไว้ที่อย่างน้อย 10% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งยอมรับว่าเป็นความท้าทายอย่างมากในการหาพื้นที่ เพราะต้องยอมรับว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังมองนิยมใช้พื้นที่ในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดีกว่า เช่น อ้อย มันสำปะหลัง

ในขั้นตอนแรก เราจะใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ในการระบุพื้นที่รกร้างที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยนำระบบ Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่าย เพื่อหาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นป่าปลูก ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานได้มากกว่าการส่งคนลงพื้นที่สำรวจจริงหลายเท่าตัว อีกทั้งต้องเป็นที่ดินถูกต้องตามกฎหมายมีเอกสารสิทธิ์นายมหาศาลกล่าว

ป่าอนุรักษ์ : ตู้กับข้าวชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับการวัดความเป็น Nature Positive บริษัทใช้ตัวชี้วัดความเพิ่มพูนของความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Index) และการพบชนิดพันธุ์ใหม่ๆ โดยมีเกณฑ์การรักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ไม่ต่ำกว่า 10% ตามมาตรฐาน FSC และตั้งเป้าลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติลง 10% ภายในปี 2573 เน้นการทำงานที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่การปลูกป่าแบบ CSR เป็นครั้งคราว แต่เป็นการวัดผลมาตลอด 17-18 ปีเพื่อพิสูจน์ว่าหน้าตัดต้นไม้โตขึ้นจริง

นายสุพจน์ เหลืองประพฤทธิ์ ผู้จัดการ – Plantation and Forest Management บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ใน SCGP กล่าวว่า หนึ่งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอพรานกระต่าย .กำแพงเพชร ได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง ทั้งพันธุ์พืช 101 ชนิด ซึ่งรวมถึงพรรณไม้หายากสัตว์หายาก และนก 13 ชนิด รวมกันอยู่ในพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่แห่งนี้ ซึ่งบริษัทตั้งใจรักษาไว้ในสภาพเดิมที่เป็นป่าเต็งรัง เป้าหมายหลักของเราคือการป้องกันไฟป่าเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์และเร่งให้ป่าเข้าสู่สภาวะ Climax (ป่าสมบูรณ์สูงสุด) ให้เร็วกว่าธรรมชาติจัดการเอง และนับเป็นป่าผืนสุดท้ายของอำเภอพรานกระต่ายที่ยังสมบูรณ์อยู่ ในขณะที่พื้นที่รอบข้างถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหมดแล้ว

ด้านการบริหารจัดการผืนป่าอนุรักษ์แห่งนี้ เป็นการจัดการร่วมกับชุมชน โดยทำประชาคมกับชาวบ้าน มีข้อตกลงร่วมกันคือห้ามตัดไม้ ห้ามล่าสัตว์แต่ชาวบ้านยังสามารถเข้ามาเก็บหาของป่าที่ไม่ใช่ไม้ (Non-forest products) เช่น เห็ด หรือไข่มดแดงตามฤดูกาลได้ ในแง่การจัดการ เราจะไม่ใช้เครื่องจักรหรือใส่ปุ๋ย แต่จะเน้นการเฝ้าระวังไฟป่าผ่านทั้งความร่วมมือของมวลชนและการใช้เทคโนโลยี CCTV

ด้านวิศวกรรมนิเวศ (Ecological Engineering) มีการสร้างฝายดักตะกอน ปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาหน้าดิน และจัดทำจุดให้น้ำสัตว์ป่ากว่า 20 จุด ซึ่งจะมีการตรวจสอบและเติมน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง

นายวีรเชษฐ์ จันทวงษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัววัว หมู่ที่ 8 บางวังพึง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ชุมชนได้ร่วมกับบริษัทสยามฟอเรสทรีในการดูแลและอนุรักษ์ป่า โดยกำหนดแนวทางร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสมและการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารในชุมชน ควบคู่กับการดูแลให้ป่าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานคนในท้องถิ่นให้ดูแลพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้มั่นคงมากขึ้น อีกทั้งยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่า การกลับมาของสัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน

ทั้งนี้ ชาวบ้านทั้ง 8 หมู่บ้านของ .หนองหัววัว มองว่าป่าแห่งนี้เป็นเหมือนตู้กับข้าวของชุมชนโดยมีหลักการคือจะเข้ามาเก็บหาพืชพันธุ์ต่าง เพื่อนำไปบริโภคในครอบครัว และหากเหลือก็จะนำไปขายที่ตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นรายได้ ซึ่งชาวบ้านที่มีทักษะในการเก็บของป่าสามารถสร้างรายได้เสริมได้ประมาณ 200-300 บาทต่อวันถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในครัวเรือนได้ดี

โดยรายได้จะหมุนเวียนไปตามผลผลิตของป่าตามฤดูกาล ได้แก่ ผักหวาน และไข่มดแดง ในฤดูร้อน ขณะที่ช่วงต้นฤดูฝน เป็นเห็ดเผาะ ซึ่งที่นี่มีความพิเศษคือ สามารถเก็บได้โดยไม่ต้องเผาป่า เพราะการอนุรักษ์ทำให้ป่ามีความชุ่มชื้นจนเห็ดออกเองตามธรรมชาติ และรอยต่อฤดูฝนถึงฤดูหนาว จะเป็นช่วงของเห็ดโคน เป็นต้น

ผลจากการอนุรักษ์ ตั้งแต่มีการร่วมมือกันระหว่างชุมชนและบริษัทในการป้องกันไฟป่าและหยุดการตัดไม้มานานกว่า 14-15 ปี ทำให้ระบบนิเวศฟื้นตัว มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณของป่าเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนที่ป่าเคยเสื่อมโทรม ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงขึ้น ควบคู่ไปกับการมีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี

จากการสำรวจการเก็บของป่าในปี 2568 ที่ทางชุมชนทำข้อมูลร่วมกัน คิดเป็นมูลค่า167,000 บาท โดยมีผลิตผลหลักๆ จากป่าอนุรักษ์แห่งนี้ ได้แก่ ผักสาบ ผักหวานเห็ดโคน และกระทกรก รวมกัน 435 กก.

SCGP ขับเคลื่อนNaturePositive #ThaiSMEs #สยามฟอเรสทรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *