กองบรรณาธิการ
เมื่อพูดถึง จ.กำแพงเพชร หลายคนก็จะมีภาพคิดแตกต่างกันไป เพราะต้องยอมรับว่าบนพื้นที่กว่า 5 ล้านไร่ของจังหวัดที่เป็นประตูสู่ภาคเหนือแห่งนี้ เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทั้งเชิงประวัติศาสตร์ ป่าไม้ พื้นที่เกษตรทั้งพืชไร่และนาข้าว รวมถึงอาหารการกินที่กลายเป็นสินค้า OTOP ยอดนิยมระดับประเทศ และล่าสุดกำลังมีอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่อาจสร้างแต้มต่อให้จังหวัดนี้ ยกระดับสู่การเป็น Nature Positive City กับความสำเร็จของ “โครงการยูคาริมคันคลอง” ที่พลิกผืนดินรกร้างตามแนวคลองชลประทาน รวมถึงการใช้พื้นที่ว่างตามคันนา มาพัฒนาเป็นพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสคู่ขนานกันไปกับพืชเกษตรหลัก สร้างแหล่งรายได้เสริมที่มั่นคงให้กับเกษตรกรเจ้าของพื้นที่ และในระดับชุมชนโครงการนี้ได้ถูกต่อยอดเป็น “โมเดลเงินออมชุมชน” ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ หนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ “ยูคาริมคันคลอง” ซึ่งบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัดใน SCGPระดมทรัพยากรสนับสนุนตั้งแต่วันเริ่มต้นต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 21 อยู่ในต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาและปลูกพืชไร่

นายสุพรรณ เกตุพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านนาถัง ต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่ายจ.กำแพงเพชร เล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกยูคาลิปตัสริมคลองชลประทาน และตามคันนาของชาวบ้านในพื้นที่ว่า จุดเริ่มต้นที่ทำเป็นโครงการนำร่องจริงๆ เริ่มจากพระที่วัดไตรภูมิ ต.ถ้ำกระต่ายทอง เริ่มต้นปลูกในพื้นที่ของวัด ตอนนั้นมีคนมาขอเหมาไม้ในราคา 30,000 บาท แต่ทางชุมชนอาสาไปช่วยตัดให้เองจนขายได้เงินถึง70,000 บาท ตั้งแต่นั้นมาเวลาพระท่านขึ้นเทศน์ ท่านก็จะสอดแทรกเรื่องดีๆ ของยูคาลิปตัสให้ชาวบ้านฟัง ทำให้โครงการเริ่มต้นได้อย่างดี
“ผมได้แรงบันดาลใจจากท่าน จึงติดต่อไปทางบริษัท สยามฟอเรสทรี ของ SCGP และได้ไปศึกษาดูงานโครงการที่บริษัททำไว้ใน จ.กาญจนบุรี เมื่อกลับถึงหมู่บ้านก็ตัดสินใจเดินหน้าทันที โดยจุดตั้งต้นของเราคือ ต้องการปรับพื้นที่ริมคลองที่เคยรกร้างด้วยวัชพืชและหนามไมยราบยักษ์ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สะอาด สวยงาม เราเรียกประชุมลูกบ้านทำประชาคมหมู่บ้าน บอกถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการขายไม้ในโครงการนี้ มีประกันราคารับซื้อที่แน่นอน เราไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไร เพราะทางบริษัทสนับสนุนทุกอย่างตั้งแต่ต้นกล้า ปุ๋ย ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลให้ความรู้และคำแนะนำ ทุกวันนี้เขาก็ยังสนับสนุนแบบให้เปล่าอยู่” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว

สำหรับบ้านนาถัง หรือหมู่ที่ 6 แห่งนี้ มีจำนวนประชากรประมาณ 200 กว่าครัวเรือน มีพื้นที่นารวมประมาณ 6,000 ไร่ โดยมีการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณหัวไร่ปลายนารวมถึงริมคันคลองทั้งสองฝั่งรวมระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร จุดเด่นของการจัดการที่นี่คือการเปลี่ยนจากระบบต่างคนต่างปลูกมาเป็นระบบ “คอมมูน” หรือการบริหารจัดการผ่าน “กองทุนหมู่บ้าน” ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของขนาดที่ดินเพราะสมาชิกแต่ละครอบครัวมีที่นาไม่เท่ากัน บางคนมีเพียง 3 ไร่ ในขณะที่บางคนมีถึง 20 ไร่ การทำผ่านกองทุนจึงช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นระบบ
“ในด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต แม้อาชีพหลักของชาวบ้านคือการทำนา แต่การปลูกยูคาลิปตัสเสริมตามหัวไร่ปลายนากลายเป็นแหล่งรายได้ที่สร้างความมั่นคงเพิ่มขึ้น เกษตรกรจะได้รับเงินมาหมุนเวียนอย่างแน่นอนในทุกๆ 3 ปีเมื่อมีการตัดไม้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวในครั้งแรกแต่ให้ผลประโยชน์ต่อเนื่องข้อดีที่เห็นได้ชัดคือในปัจจุบันที่ราคาข้าวมีความผันผวนสูงและเสี่ยงต่อการขาดทุนยูคาลิปตัสจึงทำหน้าที่เป็นเงินสำรองที่พึ่งพาได้จริง เพราะเกษตรกรรู้ล่วงหน้าว่าจะมีรายได้เข้ามาในช่วงเวลาที่กำหนด” ผู้ใหญ่สุพรรณกล่าว
• ต้นยูคาลิปตัส = เงินออมชุมชน
ปัจจุบัน การปลูกยูคาลิปตัสริมคันนาและริมคลองชลประทานติดหัวไร่ปลายนา ได้กลายเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนและเงินสำรองยามวิกฤต ซี่งเปรียบเสมือน “เงินออม” ของชุมชนที่สามารถตัดขายได้ตลอดเวลา เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเช่น ค่าเทอมและค่าชุดนักเรียนในช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะในปีที่พืชหลักอย่างนาข้าวประสบปัญหาโรคระบาดหรือราคาตกต่ำ ยูคาลิปตัสจะเป็นแหล่งรายได้ที่ช่วยพยุงฐานะทางการเงินของครอบครัวเกษตรกรไว้ได้

ขณะเดียวกัน ชุมชนมีการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม โดยมีการจ้างงานชาวบ้านให้มาทำหน้าที่ตัดไม้ ซึ่งสร้างรายได้โดยตรงให้กับชาวบ้าน และยังมีระบบ “สมุดบันทึกการทำงาน” เพื่อลงบันทึกความดีที่ชาวบ้านมาช่วยกันดูแลป่า เช่น การถางหญ้าหรือใส่ปุ๋ย เมื่อมีการขายไม้ รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาจ่ายเป็น “เงินปันผล” ตามจำนวนครั้งที่ชาวบ้านมาช่วยงานจริง
“หมู่บ้านนาถังของเรา มีเป้าหมายสะสมรายได้จากการขายไม้ให้ครบ 100,000 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนจัดตั้งสหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งในการตัดขายไม้รอบที่จะถึงนี้ เราก็สามารถบรรลุเป้าหมายแล้ว ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องในหมู่บ้านสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น”

• Positive Nature ผลิใบสู่ Positive Impact
นายสุพรรณ กล่าวอีกว่า โครงการยูคาริมคันคลอง ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชุมชน หนึ่งในผลดีที่เห็นชัดคือเรื่องการจ้างงาน เด็กวัยรุ่นที่เคยไปทำงานเป็นช่างอ๊อกช่างเชื่อมที่กรุงเทพฯ ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านกันหมดเพื่อทำงานในโรงงานไม้สับ และโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งเปิดเดินเครื่องตลอด 3 กะ ได้อยู่กับครอบครัว ตอนเที่ยงภรรยายังขี่มอเตอร์ไซค์เอาข้าวมาส่งที่ป้อมยามได้ พอเลิกงาน 4 โมงเย็นก็ยังมีเวลาไปสูบน้ำเข้านาเข้าไร่อ้อยต่อ
นอกจากมิติด้านรายได้แล้ว ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะ“ความสามัคคี” ที่เพิ่มขึ้นในหมู่บ้าน จากเดิมที่ชาวบ้านจะดูแลเฉพาะแปลงนาของตนเอง แต่เมื่อเปลี่ยนมาปลูกเป็นส่วนกลาง สมาชิกจะเข้ามาช่วยกันลงแรง ทั้งการใส่ปุ๋ย พรวนดิน และตัดหญ้า ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันนี้ยังส่งต่อไปถึงเด็กๆในหมู่บ้าน เพราะมองเห็นว่าพื้นที่ป่าเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม และรับรู้ว่ารายได้ที่เหลือจากการขายไม้จะถูกนำกลับเข้าสู่กองทุนหมู่บ้านเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ทุกคนในชุมชน จึงทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและช่วยกันดูแลรักษา
“เด็กในหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าริมคลอง ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังไฟป่า เมื่อเด็กๆ ผ่านไปมาแล้วพบเห็นเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นบริเวณคันคลองหรือพื้นที่ปลูกป่าส่วนกลาง พวกเขาจะรีบโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ใหญ่หรือคนในหมู่บ้านทราบทันที เพื่อให้สมาชิกในชุมชนสามารถเข้าไปช่วยกันดับไฟได้ทันท่วงทีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ต้นไม้”
นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้พื้นที่สาธารณะที่เพิ่งขุดแก้มลิงเสร็จประมาณ 2 ไร่เศษ มาทำเป็นแปลงปลูกต้นไม้เพื่อการเรียนรู้ โดยจะร่วมกับโรงเรียนวัดโพธาราม ซึ่งมีเด็กนักเรียนประมาณ 70-80 คนเราจะขอการสนับสนุนกล้าไม้จากทางบริษัทสยามฟอเรสทรี แล้วให้เด็กนักเรียนกับคนในชุมชนมาช่วยกันปลูก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการปลูกต้นไม้ตั้งแต่ต้น เชื่อว่าการให้เด็กมีส่วนร่วมจะทำให้โครงการมีความยั่งยืนพวกเขาจะรู้สึกภูมิใจและรักในสิ่งที่เขาทำ
• SCGP หนุนชุมชนฟื้นฟูพื้นที่–สร้างรายได้ต่อเนื่อง

นายมหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ในเอสซีจีแพคเกจจิ้ง(SCGP) กล่าวว่า โครงการยูคาริมคันคลอง เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมแนวทาง Nature Positive เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างต่อเนื่องโดยนำพื้นที่ริมคลองที่เคยไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ เพื่อเสริมความมั่นคงของพื้นที่ริมคลอง เพิ่มพื้นที่สีเขียว และต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ของชุมชน

ขณะที่ นายสุพจน์ เหลืองประพฤทธิ์ Manager – Plantation and Forest Management บริษัทเดียวกัน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า โครงการปลูกยูคาลิปตัสริมคันคลองใน จ.กำแพงเพชร และพื้นที่ใกล้เคียง มีจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2548 จากการปรับปรุงคลองส่งน้ำเก่าระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร ซึ่งเดิมมีปัญหาวัชพืชอย่างต้นไมยราบยักษ์ขึ้นรกร้างจนใช้ประโยชน์ไม่ได้ บริษัทจึงเสนอแนวคิดให้เกษตรกรปลูกยูคาลิปตัส เพื่อสร้างร่มเงา ช่วยลดวัชพืช และสร้างวัตถุดิบไม้ โดยเริ่มจากการสนับสนุนกล้าไม้ฟรี ซึ่งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีการจ่ายกล้าไม้ไปแล้วกว่า 30 ล้านต้น
“แม้ว่ายูคาลิปตัสจะมีรายได้ต่อไร่น้อยกว่าพืชหลักอย่างอ้อย แต่จุดแข็งคือเป็นการใช้พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างริมคันนาหรือคันคลอง ทำให้ไม่ไปแย่งพื้นที่เกษตรหลัก ปัจจุบันโมเดลนี้สามารถสร้างปริมาณไม้เข้าโรงงานได้ถึงปีละ 400,000 ตันคิดเป็นรายได้ที่ส่งถึงมือเกษตรกรโดยตรงกว่า 200 ล้านบาทต่อปี และยังช่วยสร้างอาชีพเสริมในชุมชน เช่น ทีมตัดไม้ที่มีรายได้ประมาณ 400 บาทต่อตัน

ทางด้านเทคนิคและการดูแลสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีการใช้สายพันธุ์ยูคาลิปตัสที่พัฒนาขึ้นใหม่แบบไม่ใช้เมล็ด (การปักชำ/เนื้อเยื่อ) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ รากไม่ลึกและไม่แผ่กว้างเหมือนสายพันธุ์เดิม จึงไม่ทำลายดินและไม่บังแสงพืชข้างเคียงนอกจากนี้ รากของยูคาลิปตัส ยังมีประโยชน์ในการช่วยพยุงหน้าดินและป้องกันการพังทลายของตลิ่งริมคลองในช่วงที่ระดับน้ำลดลง อีกทั้งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะใช้ต้นทุนต่ำ อาศัยเพียงน้ำฝนและแสงแดดเป็นหลัก โดยการปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 15 ปี(ตัดได้ประมาณ 3 รอบ) ซึ่งช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนไปพร้อมกับการสร้างรายได้ที่มั่นคง
สำหรับไม้ที่ได้จะนำมาทำเป็น “ชิ้นไม้สับ” (Wood Chips) เพื่อส่งไปยังโรงงานผลิตกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี ส่วนเปลือกไม้และส่วนที่เหลืออื่นๆ จะถูกส่งไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ครบทุกส่วน (Zero Waste) ซึ่งโรงงานของบริษัทไม่ได้รับไม้เฉพาะในกำแพงเพชร แต่ครอบคลุมพื้นที่ 4-5 จังหวัดรอบๆ ที่เข้าไปส่งเสริม
#ยูคาริมคัน(นา)คลอง(ชลประทาน) @กำแพงเพชร
#NaturePositive #ต.ถ้ำกระต่ายทอง #อ.พรานกระต่าย #จ.กำแพงเพชร#ThaiSMEs