เจาะลึกก้าวสำคัญขององค์กรใน APAC ในปี 2026 กับการเปลี่ยนผ่านจากโครงการนำร่อง AI สู่การใช้งานจริง

กองบรรณาธิการ

ย้อนกลับไปงานสัมมนาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมเพียง 1 ใน 20 คนเท่านั้นที่ยกมือเมื่อถูกถามว่า มีใครนำ AI ไปใช้จริงในระบบงานบ้าง แต่มาวันนี้ตัวเลขนั้นพุ่งไปถึง 2 ใน 3 แล้ว นี่คือสัญญาณว่าภูมิภาค APACได้ผ่านพ้นยุคของการ ‘ทดลองและพิสูจน์’ การทำงานของ AI มาสู่ยุคของการใช้งานจริงอย่างเต็มตัว ซึ่งผู้นำในภูมิภาค APAC ในวันนี้รู้ชัดแล้วว่าต้องการสร้างอะไร และกำลังเดินหน้าสร้างมันอย่างเต็มกำลัง ข้อมูลจากรายงาน 2025 Data Streaming ของ Confluent ระบุว่า 56% ของธุรกิจใน APAC ได้นำแชทบอท Copilot และผู้ช่วย AI มาใช้งานแล้ว ซึ่งนับว่าก้าวหน้าไปไกลกว่าฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือเสียอีก
นี่คือการขยายตัวท่ามกลางความกดดัน ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฝ่าฟันมรสุมทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น แม้แนวทางนี้จะประสบความสำเร็จในปี 2025 แต่ปี 2026 จะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของธุรกิจที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ 4 ประการ ที่จะกำหนดทิศทางของโลก AI และข้อมูลทั่วเอเชียแปซิฟิกในปีหน้า
1. การสร้างทางเลือกเชิงกลยุทธ์ จะกลายเป็นความจำเป็นหลักและเป็นตัวเร่งการพัฒนา AI
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังคงสร้างความผันผวนไปทั่วเอเชียแปซิฟิก การมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นกำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนไม่ต่างจากการควบคุมต้นทุน ธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการดำเนินงานข้ามพรมแดน จะเริ่มมองหาวิธีการย้ายฐานการผลิตกลับ การเพิ่มทางเลือกในการเลือกผู้ให้บริการ และการปรับเปลี่ยนเส้นทางห่วงโซ่อุปทานอย่างยืดหยุ่นเพื่อจัดการกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ Confluent จึงคาดว่าจะเห็นการเร่งพัฒนา ระบบ AI ที่สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างฉับไวและยืดหยุ่นมากขึ้น
2. องค์กรต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ผลตอบแทนจาก AI ให้สอดรับกับนิยาม ROI รูปแบบใหม่
แม้กระแสการใช้ AI จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2025 แต่การตรวจสอบความคุ้มค่าก็เข้มงวดขึ้นเป็นเงาตามตัว แรงกดดันเรื่อง ROI หรือ ผลตอบแทนจากการลงทุน ได้ขยายวงจากระดับบอร์ดบริหารไปสู่ทุกหน่วยธุรกิจ โดยผู้บริหารยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมต้นทุน และมุ่งเน้นไปที่โครงการที่การันตีผลตอบแทนได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 นิยามของ ROI ในห้องประชุมจะเปลี่ยนไป โดยจะไม่หยุดอยู่แค่ จำนวนเงินที่ประหยัดได้เท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึง อัตราการเติบโต การชิงส่วนแบ่งการตลาด และ การเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ความสำเร็จของ AI จะถูกตัดสินจากศักยภาพในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตและรุดหน้าไปได้ไกล มากกว่าแค่การประคองตัวให้อยู่รอด จุดเปลี่ยนนี้จะนำไปสู่การกำหนดบรรทัดฐานใหม่ในการประเมินมูลค่าเทคโนโลยี Data Streaming ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติจัดการด้านกฎระเบียบ การปรับใช้ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างฉับไว ไปจนถึงการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่สดใหม่ที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ ROI Per Stream กลายเป็นมาตรวัดที่สำคัญอย่างยิ่ง
3. AI จะเติบโตได้จริง องค์กรต้องยอมวางรากฐานข้อมูลให้พร้อม
ปัจจุบัน การนำ AI มาใช้อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า ‘AI วัยเตาะแตะ’ เท่านั้น เนื่องจากยังมีขอบเขตการใช้งานที่จำกัด ระบบมีความเปราะบาง และต้องอาศัยการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งไม่ให้ AI สามารถขยายผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพคือ ความล้มเหลวในการจัดการข้อมูล ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ องค์กรส่วนใหญ่อาจยังติดกับดัก ระบบแบบแยกส่วน ซึ่งขาดศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล มีความหลากหลาย และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ซึ่งคือ หัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยง AI ให้ทำงานได้จริง สอดคล้องกับรายงาน Data Streaming Report ของ Confluent ที่พบว่า ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เกือบครึ่งหนึ่ง (49%) ยอมรับว่า ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างเต็มตัว
เมื่อ AI Agents ก้าวเข้าสู่กระแสหลักในปี 2026 การผสานการทำงานผ่านโปรโตคอลและมาตรฐานการสื่อสารระหว่าง Agent จะทำให้เราตระหนักว่า โดยเนื้อแท้แล้ว Agents มีลักษณะไม่ต่างจาก ‘Event-Driven Microservices’ หรือระบบไมโครเซอร์วิสที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์ แทนที่จะต้องออกแบบขั้นตอนการทำงาน ที่ซับซ้อนและตายตัวไว้ล่วงหน้า ปัจจุบันเริ่มมีแนวทางใหม่ในการพัฒนา AI ให้สามารถ ตอบสนองต่อสถานการณ์ รอบตัวได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าสัญญาณนั้นจะมาจากเซนเซอร์บนตู้คอนเทนเนอร์ การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้บนแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่การรับไม้ต่อจากการกระทำของ AI Agent ตัวอื่นก็ตาม
4. กฎระเบียบจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Responsible AI ทั่วเอเชียแปซิฟิก และนวัตกรรมจากภาครัฐที่สามารถปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง
กฎระเบียบและนโยบายกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเร่งการนำ AI มาใช้งานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเห็นได้ชัด ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติของสิงคโปร์ (National AI Strategy 2.0) รวมถึงกรอบกำกับดูแล AI ที่กำลังพัฒนาในหลายประเทศ ได้ช่วยกำหนดแนวทางและขอบเขตที่ชัดเจนมากขึ้น ความชัดเจนเหล่านี้ช่วยให้องค์กรและผู้พัฒนานวัตกรรมสามารถพัฒนาและนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ระบบ Scam Analytics and Tactical Intervention System (SATIS) ของสิงคโปร์ ถือเป็นต้นแบบนวัตกรรม AI เพื่อประโยชน์สาธารณะที่โดดเด่น ะ โดยระบบนี้สามารถวิเคราะห์ URL ได้นับแสนรายการต่อวัน เพื่อปกป้องประชาชนจากกลโกงและภัยคุกคามดิจิทัลที่ทวีความซับซ้อนขึ้นทุกขณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากฎระเบียบที่ออกแบบมาอย่างมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้ AI สร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่างก็มุ่งนำ AI มาขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเช่นกัน อาทิ  กรุงเทพฯ ที่กำลังมีการทดลองใช้ระบบบริหารจัดการจราจรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ร่วมกับ Google Project Green Light เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่อินโดนีเซียกำลังนำแพลตฟอร์ม AI มาใช้รับมือกับโรคที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในปี 2026 แนวทางการพัฒนา AI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มจะเริ่มหลอมรวมเข้าสู่มาตรฐานเดียวกันภายใต้หลักการพื้นฐาน ทั้งในด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ แต่ในเชิงปฏิบัติจะยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามบริบทของแต่ละประเทศ  โดยรัฐบาลในภูมิภาคสามารถเรียนรู้จากประเทศที่มีการปรับใช้ AI มาก่อน และค่อย ๆ นำกรอบกำกับดูแลที่ใกล้เคียงกันมาปรับใช้ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการ AI ภาครัฐจะขึ้นอยู่กับการปรับให้สอดคล้องกับข้อมูล ภาษา และบริบททางสังคมในประเทศนั้น ๆ
2026: ปีที่ AI แบบเรียลไทม์กลายเป็นแกนหลักของการดำเนินงานในเอเชียแปซิฟิก
ช่วงเวลาข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจดูคล้ายช่วงแรกของโควิด-19 ที่มีความคาดเดาได้ยาก แต่ก็เปิดโอกาสให้กับองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ความแตกต่างที่สำคัญในวันนี้คือ หลายองค์กรมีความพร้อมมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
 #รายงานDataStreamingReport #Confluent #ThaiSMEs

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *